ประกาศ
บอร์ดนี้เปิดให้อ่านได้อย่างเดียวแล้วครับ

กรุณาย้ายเบา ๆ ไปยังบอร์ดชั่วคราวกันก่อนครับ

จิ้ม ๆๆ >> forum.banrasdr.com


หลังจากนั้นจะมีประกาศให้ทราบเป็นระยะ ๆ นะครับ


ไม่ต้องสมัครใหม่ครับ


Post Reply 
วิเคราะห์การประเมินสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อเสนอแนะ การเจรจาหยุดยิงของประธานเครือข่า
09-13-2011, 03:42 PM
โพสต์ทั้งหมด: #1
วิเคราะห์การประเมินสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อเสนอแนะ การเจรจาหยุดยิงของประธานเครือข่า
วิเคราะห์การประเมินสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อเสนอแนะ การเจรจาหยุดยิงของประธานเครือข่ายเตมูจิน

โดย นาวาอากาศเอก วินัย เสวกวิ
นายทหารยุทธศาสตร์และหลักนิยม
สำนักยุทธศาสตร์และหลักนิยม สำนักงานคลังสมองกองทัพอากาศ

วิเคราะห์พลังอำนาจทั้ง 8 ด้าน

1.อำนาจรัฐ

ผู้ที่เป็นรัฐบาล หรือ กลไกของรัฐจะเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ และจะเป็นผู้ได้เปรียบกว่าอำนาจอื่นๆแต่อาจเพลี่ยงพล้ำแก่อำนาจอื่นๆที่มีการประสานเครือข่ายที่มากกว่าได้ ท้ายที่สุดของการตัดสินจะชี้ขาดกันด้วยอำนาจรัฐและกฎหมาย แต่มิใช่ว่าผู้มีอำนาจรัฐถือกฎหมายอยู่ในมือจะเป็นผู้ชนะเสมอไป

2.อำนาจมวลชน

ประเด็นทางสังคมใดที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้และมีส่วนร่วม หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ก็มักจะสำเร็จ จึงเห็นได้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองใดๆมักจะมีการจัดตั้งมวลชน และแย่งชิงมวลชนแต่ละฝ่ายให้มาถือฝ่ายและเข้ากับฝ่ายตน อำนาจมวลชนนี้บางครั้งสามารถนำมาต่อรองกับอำนาจรัฐได้และบางครั้งหากมีพลังมวลชนมากพอ สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้ เช่นการเดินขบวนต่อต้านอำนาจรัฐหรือเพื่อกดดันเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับชาติได้

3.อำนาจสื่อและข้อมูลข่าวสาร

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ผู้ใดกุมอำนาจสื่อ จะชนะมวลชน ผู้ใดชนะมวลชน จะชนะอำนาจรัฐ สื่อแม้จะดูขนาดและปริมาณไม่ใหญ่โตมากนักแต่พลังของสื่อ และข้อมูลข่าวสารสามารถที่ปลุกกระแสสังคมไปในทิศทางของผู้ปล่อยข่าว หรือมีเจตนาและความต้องการมุ่งไปประเด็นทางการเมืองหรือสังคมประเด็นใดๆก็ตาม จะสามารถทำให้พลังมวลชนเกิดคล้อยตามและเห็นด้วยจนเกิดการผนึกกำลังกับสื่อ หากสองพลังนี้ผนึกได้เหนียวแน่นมักจะมีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐและชนะในที่สุด

4.อำนาจการทูต หรือ อำนาจการเจรจาต่อรอง

ต้องยอมรับว่า อำนาจทางการทูตมีพลังไม่แพ้อำนาจใดๆแต่มักใช้ควบคู่กับอำนาจอื่นๆ เช่น คู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีการเจรจาผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ส่วนใหญ่การเจรจาสำเร็จผลมากต้อง ควบคู่ไปกับสื่อและมวลชน บางครั้งเรื่องใดๆที่ปล่อยข่าวผ่านสื่อไปแล้วจนมวลชนเห็นด้วย เรื่องนั้นๆจะเจรจาง่ายเข้า อำนาจทางการทูตนี้ มิได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะรัฐบาลในนามกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น บางครั้งการเจรจากับชนกลุ่มน้อยในพม่า กองทัพอาจเจรจาได้ดีกว่ารัฐ หรือ การเจรจากับผู้มีอำนาจทางการเมืองบางกลุ่มของประเทศเพื่อนบ้านที่มีการคอร์รัปชั่นสูง นายทุนสัมปทานตัดไม้ ผู้นำเรือประมง พ่อค้าของเถื่อนของหนีภาษีชายแดน อาจมีบารมีมีเจรจาได้ดีกว่าอำนาจรัฐ

5.อำนาจกองกำลังติดอาวุธ

ผู้ใดมีอาวุธอยู่ในมือ ผู้ใดมีกองกำลังติดอาวุธอยู่เป็นฐานกำลัง ผู้ใดกุมอำนาจกองทัพได้ ย่อมมีอำนาจเหนือผู้อื่น แต่อำนาจกองกำลังติดอาวุธในทางการเมือง หรือ อำนาจรัฐมักจะใช้ภายใต้ความชอบธรรม เช่นโดยคำสั่งรัฐ และจะให้ชอบธรรมยิ่งขึ้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสื่อและมวลชน เช่นประเทศมหาอำนาจจะโจมตีประเทศอิรัก หรือ ลิเบีย ก่อนจะใช้กำลังทหารมักจะใช้สื่อสารมวลชนเป็นตัวนำโฆษณาชวนเชื่อ และควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูต ส่วนกลุ่มอิทธิพลเล็กๆแม้มีกำลังติดอาวุธไม่มากนักอาจใช้อำนาจเพียงน้อยนิด ถ่วงดุลอำนาจรัฐขนาดใหญ่ได้ โดยใช้ยุทธวิธี หนูกัดเชือกราชสีห์ หรือ ยุทธศาสตร์ ไม้ขีดไฟก้านเดียวเผาที่นาแสนไร่ หรือ ยุทธศาสตร์หมูชนะไก่ ไก่ชนะแมงป่อง แมงป่องชนะหมู หรือที่มักพูดกันว่า ตำรวจแพ้ทางทนาย ทนายแพ้โจร โจรแพ้ตำรวจ

6.อำนาจเงิน

ผู้ใดมีอำนาจเงินมากกว่ามักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ อำนาจเงินสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่างๆได้มากมาย เช่น กองกำลังติดอาวุธ เช่น การจ้างผู้คุ้มกัน ผู้มีอำนาจเงินสามารถไต่เต้าไปสู่การเป็นนักการเมืองได้ง่ายกว่าผู้ไม่มีเงิน และก้าวเข้าสู่การมีอำนาจทางกฎหมายได้ โดยใช้อำนาจเงินสร้างฐานมวลชนทางสังคม และนอกจากนี้อำนาจเงินยังสามารถใช้ควบคู่กับการทูต ในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายต่างๆได้ผลดีอีกด้วย

7.อำนาจเครือข่าย

ผู้มีอำนาจทางเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายทางการเมืองในและต่างประเทศ เครือข่ายทางมาเฟีย เครือข่ายทางการค้า ล้วนแต่เป็นพลังอำนาจทั้งสิ้น เราจะเห็นได้ว่าบางครั้งอำนาจรัฐอาจล้มเหลวในการเจรจาต่อรองบางเรื่อง กับบางประเทศหากไม่ได้รับการยอมรับหรือขาดความเชื่อ แต่มีผู้ทรงอิทธิพลในด้านเครือข่ายต่างๆสามารถเจรจาได้ดีกว่า เช่น กรณีความขัดแย้งไทย กัมพูชา เมื่อสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา รัฐและกระทรวงการต่างประเทศล้มเหลวในการเจรจา ในขณะที่มีผู้ทรงอิทธิพลบางท่านสามรารถเจรจาได้ดีกว่ารัฐ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

8.อำนาจสังคมจิตวิทยา

คนบางคนไม่มีอาวุธในมือ ไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ หรือ ไม่ได้มั่งมีเงินทอง แต่มีบารมีพูดให้คนเชื่อถือได้ สามารถพูดให้คนเชื่อฟังทำตามได้เป็นเรือนหมื่นเรือนแสน เช่น ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือ ผู้นำอุดมการณ์ เช่น มหาตมะ คานธี เป็นต้น แต่อำนาจทางจิตวิทยามีหลายด้าน บางคนมีอำนาจจิตวิทยาทางสังคมสูง บางคนมีอำนาจจิตวิทยาทางการค้า สามารถพูดให้พ่อค้าเชื่อถือได้ บางคนมีอิทธิพลจิตวิทยาด้านกลุ่มการเมือง สามารถเป็นที่ยอมรับของหมู่มากในการเมืองได้ บางคนมีอิทธิพลจิตวิทยาด้านผลประโยชน์นอกกฎหมายก็มี

กรณีศึกษาปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐจะต้องบริหารจัดการภายใต้ความขัดแย้งและความสมดุล โดยมองข้ามและละเลยปัญหารองซึ่งเล็กกว่า เช่น กลุ่มการค้านอกกฎหมาย กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองท้องถิ่น หรือแม้แต่กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐเองที่มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ โดยมุ่งเน้นมาที่การแก้ปัญหากลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และกลุ่มแนวร่วมทางอุดมการณ์หรือการเมืองนอกประเทศ

ถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์สู้รบคล้ายการชกมวยบนเวทีของฝ่ายแดงและฝ่ายน้ำเงิน ก็จะมีกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐเป็นฝ่ายแดงและมีหัวหน้าค่ายมวยฝ่ายแดงเป็นกลุ่มการเมืองในและนอกประเทศเป็นพี่เลี้ยง โดยมีกองกำลังทหารของรัฐเป็นฝ่ายน้ำเงิน และมีรัฐบาลเป็นพี่เลี้ยง และยังมีฝ่ายกองเชียร์ต่างๆรอบเวทีมวย เปรียบได้ดั่งกลุ่มการค้านอกกฎหมาย กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ผู้ได้รับผลประโยชน์เปรียได้ดั่งกองเชียร์พนันมวย ยิ่งนักมวยชกกันนานเท่าไหร่บ่อยครั้งเท่าไหร่ กลุ่มกองเชียร์ยิ่งได้ผลประโยชน์มากเท่านั้น นอกจากนี้กลุ่มพี่เลี้ยงฝ่ายแดงอาจได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจร่วมด้วย

เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คล้ายกับคนยอมหลับตาหนึ่งข้างเพื่อดับไฟกองที่ใหญ่กว่านั่นคือเน้นไปที่กลุ่มกองกำลังและกลุ่มการเมืองในและนอกประเทศซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม เท่าที่ผ่านมานับสิบปี การใช้กำลังที่เหนือกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในการดับไฟใต้ ไม่ต่างกับการปราบปราม ผกค. ในอดีต รัฐยังต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการปราบปรามมาเป็นการเจรจาทางการเมืองและการทูต ใช้นโยบาย 66/23 เจรจากับกลุ่มกองกำลัง และยังเจรจากับการเมืองนอกประเทศให้ยุติการช่วยเหลือสนับสนุน แก่กองกำลังต่อต้านรัฐบาล จึงประสบความสำเร็จยุติการสู้รบได้ เปลี่ยนจากกองกำลังความขัดแย้งมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

วิเคราะห์ข้อเสนอแนะและความเป็นไปได้ของการเจรจา

นายชนาพัทธ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน มีข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกลุ่มฝ่ายต่อต้านรัฐเพื่อให้ช่วยเป็นสื่อกลางในการเจรจาอยู่ 3 ข้อ จากเอกสารตามแนบ ซึ่งพิจารณาดูแล้วไม่ได้เป็นการยากนักที่จะทำตามข้อเสนอ แต่มีประเด็นอื่นๆเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น กลุ่มการค้านอกกฎหมาย เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งถ้าพิจารณาถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว น่าจะพอสรุปกลุ่มต่างๆได้ดังนี้

1.กลุ่มกองกำลังติดอาวุธซึ่งมีจำนวนหนึ่งประมาณหลักร้อยคน เป็นระดับแกนนำปฏิบัติการ และกลุ่มกองกำลังกึ่งมวลชนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมากกว่าหลักพัน

2.กลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่ได้รับผลประโยชน์จากความขัดแย้งในท้องถิ่น

3.กลุ่มผลประโยชน์ทางด้านการค้านอกกฎหมาย ซึ่งจะต้องแยกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่หนึ่ง การค้าสีเทาก็คือกลุ่มการค้าของหนีภาษี กลุ่มที่สองเป็นสีดำคือกลุ่มค้ายาเสพติด

4.กลุ่มการเมืองนอกประเทศ ผู้ให้การสนับสนุนแนวทางอุดมการณ์ของมุสลิม

5.กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐบางคนหรือบางกลุ่มซึ่งเป็นส่วนน้อยหาผลประโยชน์

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบนายชนาพันธ์ซึ่งยืนยันว่าสามารถเจรจาพูดคุยกับแกนนำกลุ่มต่างๆได้ และได้รับสัญญาณส่งถึงความต้องการเจรจาหยุดยิงจากฝ่ายต่างๆแล้ว นายชนาพันธ์ยืนยันกับผู้เขียนว่ากลุ่มแกนนำมีประมาณ 100 กว่าคน และกลุ่มกองกำลังมีประมาณ 1,000 คนเศษ เมื่อเปรียบเทียบกับกองกำลังของรัฐที่ส่งไปปฏิบัติหน้าที่หลายหมื่นคน

นายชนาพันธ์ยืนยันว่า ปัญหาไฟใต้ดับได้ด้วยคณิตศาสตร์ ไม่ใช่รัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการต่อสู้นอกตำรา นั่นคือ การเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร ด้วยการเจรจา หรือ จับโจรมาฝึกอาชีพให้เลิกลักขโมย เปลี่ยนกองกำลังฝ่ายต่อต้านให้มาเป็นฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาสำหรับคนกลุ่มน้อยเพียง 1,000 กว่าคน ซึ่งน่าจะเป็นงบประมาณไม่ถึง 3% ของงบประมาณความมั่นคงที่ลงไปสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แถมยังอาจจะได้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรือ กองกำลังรัฐกันชนให้ฝ่ายเราอีกด้วย

แต่รัฐควรดำเนินการควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูตกับกลุ่มการเมืองผลประโยชน์นอกประเทศ ส่วนปัญหาภายในกับกลุ่มการเมืองสีเทา หรือกลุ่มผลประโยชน์การเมืองท้องถิ่น รัฐควรเว้นวรรคไว้ก่อน รวมทั้งรัฐยังคงต้องคงกำลังทหารและงบประมาณความมั่นคงไว้คงเดิมเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดไฟปะทุขึ้นอีก หรืออาจแปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยตามความเหมาะสม เช่น จากงบฯความมั่นคงบางส่วนเปลี่ยนเป็นงบฯพัฒนาเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคง

----------

ทั้งหมดนี้เป็นรายงานวิเคราะห์สถานการณ์และข้อเสนอแนะของนายทหารด้านยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศ แต่เป็นรายงานท่ามกลางนโยบายเร่งด่วนหลายๆด้านของรัฐบาลชุดนี้แต่เรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเต็มไปด้วยความสับสน

ที่สำคัญยังไม่เคยได้ยินจากปากของผู้นำประเทศเลยว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไรที่มากไปกว่าเนื้อหาไม่กี่บรรทัดที่มีอยู่ในสคริปต์เมื่อครั้งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

credit by http://www.oknation.net/blog/LittleLee/2...13/entry-1
ค้นหาข้อความทั้งหมดของสมาชิกนี้
ตอบกลับโดยการอ้างอิงข้อความนี้
09-13-2011, 04:39 PM
โพสต์ทั้งหมด: #2
RE: วิเคราะห์การประเมินสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อเสนอแนะ การเจรจาหยุดยิงของประธานเครือข่า
55555555+ ทนไม่ไหวทำเป็นเสนอแนวทางดีๆ (กร๊ากๆ) สุดท้ายก็ดีสเครดิต นายกปู..............!!!!!!!!

ถามคราวที่แล้วไม่เห็นตอบในเมื่อไม่ได้เป็นองค์กร แล้วจะตั้งโต๊ะเจรจายังไง???...... แค่ตอบมาว่า "มีสถานการณ์แล้วใครได้ประโยชน์ก็พอ"(ถ้าแค้น แค้นที่เคยอยากให้ไทยพุทธมีปืนป้องกันตัวเองป่าว??)... ผับผ่า!! ไม่อยากใช้คำเรียกเหมือนอดีตนายกทักษิณเลย......!!!


ปล. ฝากบอกท่านเต หางโผล่อ่ะครับ !!!!!
ค้นหาข้อความทั้งหมดของสมาชิกนี้
ตอบกลับโดยการอ้างอิงข้อความนี้
Post Reply 


ไปยังกระดาน:


User(s) browsing this thread: 1 Guest(s)